HomeAbout usProductServiceDownloadWebboardContact
สมาชิกเข้าระบบ
ยูสเซอร์เนม :
รหัสผ่าน :
 

ลืมรหัสผ่าน  |   สมาชิกใหม่

เมนูหลัก
ข้อมูลทั่วไป

ปฏิทินกิจกรรมพิเศษ
August 2014
S M T W T F S
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            
สมาชิกจดหมายข่าว
สมัคร ยกเลิก
คริสตอล ซอฟท์
dart erp
digital
คุณรู้จัก FORMULA WINNING จากสื่อไหน (32560)
website (11755)
36.10%
ความไว้ใจในผลิตภัณฑ์โดยการบอกต่อ (10110)
31.05%
สื่อสิ่งพิมพ์, โปรชัวล์ formula winning(7020)
21.56%
สื่อวิทยุ โทรทัศน์ (3675)
11.29%
มีอีก>>

Array Biz Update

"ซ้อม...ซ้อม...และก็ซ้อม"

"ซ้อม...ซ้อม...และก็ซ้อม" กลายเป็นคำพูดติดปากของคนทั่วไปแล้ว หลังจากมีการออกโฆษณาความสำเร็จของวาทยกรชาวไทย "บัณฑิต อึ้งรังษี" ผู้ที่สามารถก้าวไปคว้า 'ตำแหน่งมือหนึ่งของโลก' บนเวทีการแข่งขันวาทยกรระดับโลก "มาเซล-วิาลาร์ คอนดักเตอร์ส คอมเพททิชั่น (Maazel-Vilar Conductors' Competition)" ซึ่งจัดขึ้นที่โรงละครคาร์เนกี้ มหานครนิวยอร์ก เมื่อปี 2545


การแข่งขัน มาเซล-วิาลาร์ คอนดักเตอร์ส คอมเพททิชั่น ถือว่าเป็นการแข่งขันที่สำคัญมากสำหรับวาทยกรระดับโลก เพราะจะได้รับการตัดสินจากคณะกรรมการที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น โลริน มาเซล Kyung-Wha Chung ฯลฯ

ทุกวันนี้เขาใช้ชีวิตอยู่ประเทศสหรัฐ อเมริกา และการกลับบ้านเกิดเมืองนอนโอกาสเดินทางมาสะบัดไม้อำนวยการให้จังหวะดนตรีบน เวทีมหกรรมศิลปะและการแสดงดนตรีนานาชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงนี้ "ต้น" บัณฑิต ชายหนุ่มวัย 36 ปีคนนี้ จึงถือเป็นโอกาสเปิดตัวผลงานเขียนของเขา "ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้" เมื่อวันอังคารที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ห้างสยามพารากอน

เมื่อ เขาเผยเคล็ด 'บันได 39 ขั้นสู่ความสำเร็จ' ท่วงทำนองก็กระชั้นเร้าใจไม่แพ้การจับไม้บัญชาการบทเพลง เรียกว่าเป็นผลงานจากปลายปากกาอย่างคนมีฝัน และแม้คนกำลังจะหมดฝัน ถ้าลองได้อ่านหนังสือเล่มนี้แรงบันดาลใจก็อาจจะฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง

เพราะ แรงบันดาลใจนั้นคือสิ่งสำคัญของศิลปิน บัณฑิต เล่าถึงประสบการณ์ก่อนได้รับรางวัลชนะเลิศจากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 362 คนทั่วโลก ณ คาร์เนกี้ ฮอลล์ นิวยอร์ก ให้ฟังในงานเปิดตัวหนังสือ ว่าตั้งแต่ได้ฟังเพลงโมสาร์ท หลังจากนั้นก็เริ่มชอบเพลงคลาสสิกขึ้นเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้ชมการแสดงของวงออเคสตรา 'นิวยอร์ก ฟิลฮาร์โมนิก' ซึ่งมีวาทยกรผู้โด่งดังประจำวงชาวอินเดีย 'สุบิน เมธา' ภาพสง่างามของการได้ไปยืนคุมวงดนตรีทั้งวงโดยทุกคนต้องเชื่อเราคนเดียว คือแรงบันดาลใจที่เขาอยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง "ภาพดีมากๆ ในความรู้สึกของผม และทำให้คิดว่าสักวันเราต้องทำอย่างนั้น เราต้องไปยืนในจุดนั้นให้ได้ ตอนแรกๆ ทางบ้านก็ไม่อยากให้เรียนด้านดนตรี อยากให้เรียนเกี่ยวกับธุรกิจสานต่อกิจการทางบ้านมากกว่า เพราะว่าตอนนั้นอาชีพวาทยกร ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก นอกจากคนในวงการเพลง คุณพ่อคุณแม่ก็เลยไม่ค่อยเห็นด้วย แต่พวกท่านก็ไม่ห้าม เพียงแต่ยังไงก็ต้องเรียนธุรกิจควบไปด้วย ผมจึงเริ่มเรียนด้านดนตรีอย่างจริงจังตอนอายุ 18 ปี" วาทยกรคนดัง เล่า

เวที การซ้อมเป็นวาทยกร นับว่าลำบากมาก เพราะนานมากกว่าจะมีวงมาเล่น เฉลี่ยปีละ 3-5 ครั้งเท่านั้น โอกาสซ้อมน้อยอย่างนี้ บัณฑิต เล่าว่า ต้องหาโอกาสซ้อมในใจ โดยใช้เทคนิค ว่าถ้าเราไปอยู่ตรงจุดนั้น เราจะแก้ปัญหาให้นักดนตรีอย่างไร

"พอเรียนจบออกมาทำอาชีพวาทยกร ซึ่งไปต่างประเทศอาจมีบ้างที่คนดูถูก เพราะสิ่งที่เราทำมันเป็นศิลปะตะวันตก แต่ถ้ามืออาชีพเพียงแค่ 5 นาที เขาก็รู้แล้วว่าเราสามารถทำได้ราบรื่นและนักดนตรีส่วนใหญ่ก็เคารพวาทยกร ปัญหาจึงเป็นเรื่องดนตรีเล่นไม่พร้อมกัน เราต้องแยกแยะเสียงดนตรีแต่ละชนิดให้ออกด้วย เมื่อเจอคนเล่นช้าเราต้องคุมให้คนอื่นช้าตามเพื่อรอ เมื่อทันกันแล้วก็เล่นตามปกติให้พร้อมที่สุด เสียงดีที่สุด ตรงกับผู้แต่งเพลงให้มากที่สุด ซึ่งคนที่จะเป็นวาทยกรได้ต้องแยกแยะเสียงของเครื่องดนตรีได้" บัณฑิต กล่าว

หลังจากที่ได้ฟังเจ้าตัวพูดถึงประสบการณ์ของตัวเองไปแล้ว ลองมาฟังคนที่อยู่เคียงข้างคอยเป็นลมใต้ปีกประคับประคองและอยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จ แมรี่ เจน อึ้งรังษี ภรรยานักร้องเสียงโซปราโนชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งเป็นคนยื่นใบสมัครการประกวดครั้งนี้ให้บัณฑิต "เขาจะไม่ไปแข่งขันบนเวทีนี้ เพราะตอนนั้นเขารู้สึกท้อและเหนื่อยมาก หลังจากไปแข่งมาหลายเวทีแล้ว เราก็จะคอยให้กำลังใจเขา ให้เชื่อมั่นว่าเขายังไปได้อีกไกล"

สุดท้ายบัณฑิตยังได้บอกถึงจุด ประสงค์ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ว่า ต้องการสื่อถึงความมุ่งมั่นว่าเราเป็นคนไทยเราก็ต้องทำได้ สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดก็คือสามารถทำชื่อเสียงให้กับคนไทย และอยากให้คนรุ่นใหม่ได้อ่านกันเพื่อถามว่าตัวเองมีศักยภาพมากแค่ไหน การแข่งกับตัวเองยากมากกว่าแข่งขันกับคนอื่น อุปสรรคจะยากแค่ไหนมันอยู่ที่การคิด ถ้าเราคิดว่าทำได้ มันก็ทำได้

การ มีความฝันและลงมือทำให้มันเป็นจริงขึ้นมานั้น ย่อมดีกว่าการที่เราปล่อยให้มันหยุดอยู่แค่นั้น! โดยไม่คิดทำอะไรเลย!! แล้วคิดแค่ว่ามันไม่มีวันเป็นจริงได้ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการที่แพ้ทั้งที่ยัง ไม่ได้เริ่ม

"แต่ถ้าเราได้ลงมือทำ แม้ฝันนั้นจะไม่สำเร็จ อย่างน้อยเราก็ยังภูมิใจที่ได้ลงมือทำแล้ว ความสำเร็จของเราอาจไม่ยิ่งใหญ่เหมือนใคร แต่มันจะมีความยิ่งใหญ่ในตัวของมันเอง" คืออีกสาระสำคัญที่วาทยกรคนดังได้ฝากไว้ในหนังสือเล่มนี้ 
 
view(1463)